ย้อนรอย 41ปี ฆาตกรสุดโหด Charles Manson

ย้อนรอย 41ปี ฆาตกรสุดโหด Charles Manson

แล้วเกี่ยวอะไรกับวงดนตรีระดับตำนานอย่างThe Beatlesละ

เพลงที่แมนสันเขาอ้างว่าเป็นแรงบันดาลใจสั่งให้เหล่าสาวกไปลงมือฆ่าคนนั้นมาจากเพลง Helter Skelterที่อยู่ในอัลบั้มThe Beatlesซึ่งมีหน้าปกสีขาว ที่บางคนอาจเรียกว่าThe White album เพลงนี้จะออกไปแนว
ฮาร์ดร็อคและเป็นแรงบันดาลใจให้วงร็อคและวงเฮฟวี่เมทัลหลายวงด้วย

แมนสันอ้างกับเหล่าสาวกว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่บีทเทิ้ลร้องเป็นโค้ดลับทำนายถึงสงครามวันสิ้นโลก เมื่อคนผิวดำจะลุกขึ้นมาทำสงครามต่อต้านคนผิวขาวและกำจัดคนผิวขาวให้หมดไป และจะเหลือผู้รอดชีวิตไม่กี่คน แต่เมื่อสงครามดังกล่าวไม่อุบัติขึ้น แมนสันก็นำเพลงนี้ไปจารึกตามสถานที่เกิดเหตุ
และภายหลังคดีเสร็จสิ้นอัยการเขตลอส แองเจลิสได้เขียนหนังสือตีแผ่คดีนี้โดยใช้ชื่อเดียวกับเพลง ซึ่งมีหนังออกมาด้วย

จุดเริ่มต้นของความหายนะ

ชาร์ลส แมนสันเกิดเมื่อวันที่12 พฤศจิกายน ปี1934ในตอนแรกเกิดแม่ให้ใช้ชื่อว่า No name Maddox แคทเทอลีน แมดด็อกซ์สาววัย16แม่ของชาร์ลสคลอดเขาที่โรงพยาบาลในเมืองซินซินเนติ รัฐโอไฮโอ หลังจากนั้นอีก3สัปดาห์เธอก็เปลี่ยนชื่อให้แมนสันเป็นCharles Milles Maddox และเปลี่ยนนามสกุลเป็นManson ภายหลังจากที่เธอแต่งงานกับคนงานนามว่า วิลเลี่ยม แมนสัน ส่วนพ่อที่แท้จริงมีชื่อว่าโคโลเนล สก็อต แต่ตัวแมนสันเองก็ไม่เคยเจอพ่อที่แท้จริงเลย

แมนสันกล่าวถึงแม่ว่าเป็นคนติดเหล้า ตัวแคทเทอลีนดูเหมือนจะไม่ค่อยใส่ใจลูกชายคนนี้เสียเท่าไรมีอยู่ครั้งหนึ่งที่เธอขายลูกให้กับสาวเสิร์ฟเพื่อแลกกับเบียร์เหยือกเดียวก่อนที่ลุงจะไปตามรับตัวกลับมา

อยู่กับแม่ได้ไม่นานเท่าไร เพราะแม่และลุงถูกจับในข้อหาปล้นทรัพย์ ในที่สุดแมนสันเลยต้องส่งไปอยู่ในความดูแลของลุงกับป้าที่รัฐเวสต์ เวอร์จิเนีย หลังจากนั้นเมื่อวัย8ขวบ แม่ได้รับการปล่อยตัว เธอกลับมารับลูกชายไปเลี้ยง แต่ก็อยู่ได้เพียงไม่นานเมื่อแมนสันอายุ13 แม่ก็พยายามหาบ้านอุปถัมภ์ให้เขาอยู่แต่เมื่อหาไม่ได้ ทางรัฐจึงส่งแมนสันเข้าโรงเรียนชายล้วนแห่งหนึ่งในรัฐอินเดียน่า ทว่าเขาใช้ชีวิตอยู่ที่นั้นได้เพียง10เดือนก่อนจะหนีมาหาแม่ผู้ที่ไม่เคยต้องการเขาอีกครั้ง

ระหว่างที่ย้ายไปโน้นทีมานี่ทีแมนสันก็กระทำความผิดตั้งแต่ลักเล็กขโมน้อย ปล้นร้านขายของชำ ปล้นปั๊มน้ำมัน จึงถูกส่งเข้าสถานกักกันเยาวชนหลายรอบ เมื่ออยู่ในโรงเรียนมีผลทดสอบไอคิวของเขาว่าสูงถึง109 ถึงจะไอคิวสูง แต่เขายังไม่ค่อยสนใจหนังสือ และยังเป็นเด็กที่ต่อต้านสังคมสูงอีกด้วย

ในสถานกักกันเยาวชนนี่เองที่ทางจิตแพทย์แนะนำให้ส่งแมนสันไปอยู่ในสถานกักกันที่มีความเข้มงวดมากขึ้นหลังจากเขาใช้ใบมีดโกนจ่อคอเด็กคนหนึ่งในขณะที่ร่วมเพศกับเด็กชายคนดังกล่าวทางทวารหนัก เมื่อเขาย้ายไปอยู่สถานกักกันในโอไฮโอ พฤติกรรมก็เริ่มดีขึ้นก่อนจะได้รับการปล่อยตัวมาอยู่กับลุงและป้าที่รัฐเวสต์ เวอร์จีเนียตามเดิมและเขาจึงย้ายไปอยู่กับแม่ที่รัฐเดียวกันอีกครั้ง ก่อนจะแต่งงานในปี1955

แต่หลังจากนั้นไม่นานเขาเริ่มกลับมาสู่วงจรอุบาทว์โดยหากินจากการขโมยรถ เมื่อขโมยมาได้ก็พาภรรยาท้องแก่หนีไปที่ลอส แองเจลิสและถูกจับข้อหาขโมยรถข้ามเขตรัฐ เมื่อมีการประเมินสภาพจิตจากจิตแพทย์เขาจึงได้รับการปล่อยตัวโดยมีทัณฑ์บน5ปี พออกมาได้ไม่นานเขาได้ละเมิดทัณฑ์บนอีกครั้งจึงถูกจำคุกที่เมืองซาน เปโดร รัฐแคลิฟอร์เนีย ระหว่างนั้นทั้งแม่และภรรยาก็แวะมาเยี่ยมพร้อมลูกชายCharles Manson Jr แต่พอในปี1957 แม่มาบอกแมนสันว่าภรรยาหนีไปกับผู้ชายแล้ว ก่อนหน้าที่เขาจะได้ออกจากคุกเพียง2อาทิตย์ แมนสันจึงพยายามแหกคุกแต่ก็ไม่สำเร็จ และยังต้องติดคุกต่อไปอีก

born to be wild

ต่อมาในเดือนกันยายน ปี1958แมนสันก็ออกจากคุกและหย่าขาดจากภรรยาคนแรก ก่อจะทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นแมงดา จนกระทั่งถูกจับในปีถัดมาด้วยข้อหาปลอมเช็ค ดูเหมือนว่าชีวิตของแมนสันจะเดินถอยหลังลงเหว ในระหว่างกรสอบสวนเขาได้พบกับลีโอน่า หรือรู้จักกันว่าแคนดี้ สตีเว่นซึ่งถูกจับข้อหาขายตัว ก็ตัดสินใจแต่งงานกันหลังจากได้รับทัณฑ์บนอีกครั้ง

หลังจากนั้นแมนสันก็ย้ายไปรัฐนิว เม็กซิโกก่อนจะโดนจับข้อหาละเมิดทัณฑ์บนปลอมเช็คเป็นครั้งที่2 เขาจึงถูกจำคุก10ปี และในปี1963ลีโอน่าขอหย่าขาดจากเขาก็คลอดลูกชายคนที่2 Charles Luther หลังจากนั้นเขาได้รับอิสระภาพในปี1967 โดยติดคุกมานานกว่า17ปี เพราะโดยข้อหาละเมิดทัณฑ์บนคดีอื่นๆอีก ในวันที่ออกจากคุกแมนสันยังพูดกับเจ้าหน้าที่ว่าไม่แน่วันหนึ่งเขาต้องกลับมา เพราะ คุกกลายเป็นบ้านของเขาเสียแล้ว


แมนสัน และครอบครัวที่สุดหรรษาลันล้า

ที่ต้องบอกว่าหรรษาลันล้าแถมท้ายด้วยนั้น เพราะว่าตอนนี้ถือเป็นจุดกำเนิดลัทธิประหลาดของแมนสัน

แมนสันย้ายมาอยู่ที่เบิร์คเลย์พร้อมกันแมรี่ บรุนเนอร์สาวรุ่นวัย23ที่พึ่งจบจากมหาวิทยาลัยมาทำงานเป็นผู้ช่วยบรรณารักษ์ที่มหาวิทยาลัยเบิร์คเลย์ เป็นครั้งแรกที่แมนสันฉายแววความเป็นเลิศในด้านการพูดโน้มนาวคน เพราะเขาสามารถพูดจนแมรี่ยอมให้ผู้อีกราวๆ18คนมาอยู่ในอพาร์ทเมนต์เดียวกัน!

ในปลายปี1967เป็นช่วงเริ่มต้นของยุคบุปผาชน ฮิปปี้ต่างๆเริ่มเป็นที่รู้จัก แมนสันก็เริ่มตั้งตนเป็นกูรู ปล่อยผมยาวและเล่นกีต้าร์ที่เขาได้เรียนมาสมัยอยู่ในคุก  และเริ่มเผยแพร่ลัทธิของเขาที่มีแนวคิดในแบบไซแอนโทโลจีผสมอยู่ ซึ่งสาวกส่วนใหญ่ของเขามักเป็นผู้หญิงและเริ่มเดินทางไปทั่วแคลิฟอร์เนียด้วยรถโฟลค์สวาเกน เนื่องจากเหล่าสาวกมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเขาเรียกเหล่าสาวกว่าครอบครัวแมนสันหรือManson Familyนั้นเอง

ในปี1968 เดนนิส วิลสันมือกลองวงthe Beach Boysได้รับสาวนักโบก2นางไปส่ง แต่หลังจากนั้นซักพักเขาก็พบเธอทั้ง2อีกจึงตัดสินใจให้ไปอยู่ที่บ้านเขาในมาลิบูก่อนจะไปเข้าห้องอัด...หลังจากกลับมาที่บ้านแล้วเดนนิสก็แทบจะช็อกสุดขีดเมื่อพบแมนสันและเหล่าสาวกแห่มาอยู่ที่บ้าน แต่เมื่อแมนสันบอกว่าไม่มีเจตนามาปล้น เขาเลยให้แมนสันอยู่บ้านไป

สุภาษิตไทยอยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น ดูเหมือนว่าจะไม่อยู่ในสาระบบของแมนสัน เพราะระหว่างที่อยู่บ้านหลังนี้เขาเกาะเดนนิสกิน ทำให้ในเดือนๆหนึ่งเดนนิสต้องเสียค่าใช้จ่ายในข้าวของที่แมนสันและเหล่าสาวกทำพังไป ค่ารักษาโรคติดต่อทางเพศ  ค่าใช้ห้องอัดเนื่องจากเดนนิสประทับใจในฝีมือการแต่งเพลงของแมนสันมากทั้งคู่เลยทำงานเพลงคู่กัน และเดนนิสยังแนะนำให้แมนสันรู้จักเทอร์รี่ เมลเชอร์โปรดิวเซอร์ชื่อดังและคนดังในวงการดนตรีอีกมากมายตอนแรกแมนสันแต่งเพลงที่ใช้ชื่อว่าCease to exitก่อนเดนนิสอ้างว่าซื้อเพลงดังกล่าวมาทำใหม่โดยใช้ชื่อว่าNever learn not to loveซึ่งอยู่ในอัลบั้ม20/20ของวงThe Beach Boys และนำเพลงCease to exit มาเปลี่ยนเป็นCease to resist

ถายหลังจากให้แมนสันอาศัยเป็นกาฝากอยู่บ้านตัวเอง และเริ่มตระหนักถึงแมนสันที่ทำตัวเป็นอันตรายต่อตัวเขาและครอบครัวขึ้นทุกวัน เดนนิสจึงพูดอย่างเปิดอกขอให้แมนสันย้ายออกจากบ้านไปซะ แมนสันยอมย้ายออกจากบ้านเดนนิส แต่ไม่วายที่เดนนิสจะได้รับจดหมายขู่ประหลาดๆ และเมื่อเกิดคดีขึ้นเดนนิสยังต้องมานั่งปวดหัวกับสื่อที่มาขุดคุ้ยความสัมพันธ์ระหว่างเขาและแมนสัน ถึงเขาปฏิเสธไม่พูดถึงมากนัก เพราะกังวัลถึงความปลอดภัยของลูกชาย
ช่วงเดือนสิงหาปี1968 แมนสันและสาวกย้ายออกไปอยู่ที่Spahn Ranch สมาชิกเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆและช่วยกันทำงานในบ้านหลังใหม่คนละไม้คนละมือ

เมื่อครอบครัวขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆแมนสันจึงตั้งสำนักงานใหญ่ที่บริเวณเดธ วัลเลย์ ที่ๆครอบครัวของสมาชิกหญิงคนหนึ่งเป็นเจ้าของบ้านไร่รกร้างอยู่บริเวณนั้นพอดี ช่วงนี้เองที่แมนสันเริ่มนำเอาความคิดสิ้นโลกมาเผยแพร่ โดยเปิดเพลงHelter Skelterให้เหล่าสาวกได้ฟัง พร้อมโยงเหตุการณ์สำคัญต่างๆที่เกิดในปีนั้นเช่น การลอบสังหารมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ แมนสันกล่าวว่าหายนะวันสิ้นโลกจะมาถึงแล้ว แต่เขายังไม่ละทิ้งความต้องการทำเพลงถึงแม้เขาจะถูกปฏิเสธมาแล้วครั้งหนึ่งจากเทอร์รี่ เมลเชอร์ เพราะเทอร์รี่และวิลสันอยู่ในเหตุการณ์ที่แมนสันทำร้ายทีมงานโรงถ่ายที่เมาไม่ได้สติคนหนึ่งอย่างรุนแรง เมื่อเทอร์รี่ได้รับเชิญให้ไปช่วยฟังเนื้อหาผลงานใหม่ของแมนสันที่บ้านหลังใหม่ในแถบเดธ วัลเลย์เขารับคำเชิญแต่ไม่ยอมไปและย้ายออกจากบ้านหลังเดิมทันทีและให้ผู้กำกับหนังชื่อดังโรมัน โพลันสกี้และภรรยาสาวท้องแก่เช่าต่อตอนนี้แมนสันเริ่มย้ายสาวกไปอยู่ที่บ้านเรือดำน้ำสีเหลือง (ชื่อเดียวกับเพลงบีทเทิ้ลYellow Submarine)เพื่อหนีสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของชนผิวดำ ทว่าสงครามดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้นเลย


เมื่อครอบครัวสุขสันต์ลงมือฆ่า

หลังจากนั้นในเดือนพฤษภาคมเทอร์รี่ตัดสินใจเสี่ยงดวงมาฟังงานแมนสันที่ไร่Spahnซึ่งเพื่อนของเขามีเครื่องอัดเสียงแบบพกพาติดตัวอยู่ แต่ก็ไม่ได้อัดเสียง ตอนนี้แมนสันเริ่มแผนที่ว่าจะให้คนดำรู้จักการเริ่มแผนการHelter Skelterเพื่อให้แผนนี้เกิดตามที่เขาได้โม้ไว้  พอดีกับที่หนึ่งในสาวกชาร์สล วัตสันไปโกงเงินค่ายากับคนค้ายาผิวดำชื่อโครว์ ซึ่งเขาได้ขู่ว่าจะกำจัดทุกคนที่อยู่ที่Spahn แมนสันจึงลงมือยิงก่อนหนีไปโดยเข้าใจว่าโครว์เป็นสมาชิกแก็งค์เสือดำ ซึ่งเป็นกลุ่มคนดำหัวรุนแรง แต่จริงๆแล้วโครว์อาจแค่เกี่ยวข้องกับสมาชิกแก็งค์ดังกล่าว ถึงกระนั้นแมนสันก็สั่งให้สาวกติดอาวุธเตรียมป้องกันที่อยู่อาศัยดังกล่าวทันที

เหยื่อรายที่2 แกรี่ ฮินแมน

แมนสันอ้างว่าไปท้วงเงินแกรี่ ฮินแมนพ่อค้ายาติดเงินเขาไว้โดยส่งบ๊อบบี้ โบโซเลยย์ แมรี่ บรุนเนอร์ ซูซาน แอดกิ้นส์ไป ทั้ง3คนจับฮินแมนเป็นตัวประกันไว้ถึง2วันก่อนที่แมนสันจะโผล่มาเอาดาบตัดหูฮินแมนขาดและแทงเขาจนขาดใจตายพร้อมเอาเลือดฮินแมนเขียนไว้ที่กำแพงว่าPolitical Piggyและมีตราอุ้งตีนเสือดำเป็นการป้ายความผิดให้แก็งค์ดังกล่าว


เหยื่อรายที่3 ชารอน เทท

หลังจากบ๊อบบี้ถูกตำรวจจับได้ในวันที่6 สิงหาคม ปี1969 แมนสันประกาศต่อหน้าสาวกว่าตอนนี้ถึงเวลาเริ่มแผนการHelter Skelterได้แล้วโดยแมนสัน ให้วัตสันพาลินดา คาซาเบี้ยน ซูซาน แอทกิ้นส์และแพรททิเชีย เครนวิ้งเคิ้ลไปทำลายทุกคนที่อยู่ในบ้านของเทอร์รี่ซะให้ราบคาบอย่างโหดเหี้ยมที่สุดเท่าที่จะทำได้และให้สาวๆทำตามที่วัตสันบอก

เมื่อมาถึงที่หมายวัตสันเลือกที่จะจอดรถแล้วเดินขึ้นเนินไปยังบ้านของเททและโพลันสกี ซึ่งในขณะนั้นผู้กำกับชื่อดังอยู่ที่ลอนดอน ขณะที่กำลังจะหาทางเข้าบ้าน วัตสันตัดสินใจปีนเข้าทางพุ่มไม้เนื่องจากว่ากลัวประตูหน้าจะติดสัญญาณกันขโมยไว้ ระหว่างนั้นเอง สตีเว่น พาเรนท์ ชายหนุ่มผู้โชคร้ายขับรถผ่านมาจึงจัดการเก็บ ก่อนจะให้ลินดาดูต้นทางส่วนตัววัตสันเองไปงัดมุ้งลวดแล้วมุดเข้าทางหน้าต่างเพื่อที่จะเปิดประตูให้สาวๆทั้งสามเข้ามาได้อย่างสะดวก

เผอิญฟรีโควสกี้ได้ยินเสียงคนคุยกันจึงตื่นขึ้น มาพบกับวัตสันและสาวๆ เมื่อถามว่าวัตสันเป็นใคร เข้ามาที่นี่ทำไม เขาจึงตอบไปว่าเป็นปีศาจ และมาทำเรื่องชั่วร้ายที่นี่ก่อนจะเตะหัวฟรีโควสกีอย่างแรงหลังจากค้นทั่วบ้านก็พบชารอน เทท ภรรยาของโพลันสกีซึ่งกำลังท้อง8เดือนครึ่ง   เจย์ ซีบริงก์เพื่อนของเทท  อบิเกล โฟลเกอร์แฟนสาวของฟรีโควสกีและแล้ววัตสันก็เริ่มฆาตกรรมหมู่อย่างโหดเหี้ยม

ตอนแรกวัตสันมัดตัวเททและซีบริงก์ไว้ด้วยกัน ก่อนจะยิงซีบริงก์ไปเนื่องจากเขาขัดขืน แล้วพาโฟลกเกอร์ไปหยิบเงิน70เหรียญที่อยู่ในห้องนอนก่อนที่เขาจะกลับมากระหน่ำแทงซีบริงก์จนเสียชีวิตและมัดคอเททกับชีบริงก์ก่อนจะลากทั้งคู่ไปแขวนกับขื่อบ้าน

ขณะเดียวกันฟรีโควสกีก็ดิ้นหลุดจากผ้าขนหนูที่มัดมือได้และต่อสู้กับแอทกิ้นส์ เธอจึงแทงเขาที่ขาแต่ฟรีโควสกีก็ยังดิ้นรนหนีไปยังประตูบ้านเมื่ออกมาถึงระเบียง วัตสันก็ตามมาทันแล้วเอาปีนทุบหัวเขาหลายครั้งและกระหน่ำแทงก่อนจะยิงอีก2นัด  ส่วนคาซาเบี้ยนเริ่มสำนักได้หลังจากได้ยินเสียงน่ากลัวของเหยื่อในบ้านพยายามหยุดการฆาตกรรมในครั้งนี้โดยบอกว่ามีคนกำลังมาส่วนโฟลเกอร์ที่หนีไปจนถึงบริเวณสระว่ายน้ำก็ไม่รอดหลังจากยื้อหยุดชุดกระชากกับเครนวิ้งเคิ้ล โฟลเกอร์ถูกวัตสันแทงตายถึง28แผล และฟรีโควสกีก็ยังหนีออกไปถึงสนามหญ้าหน้าบ้านก็จะโดนแทงซ้ำอย่างทารุณถึง51แผลและขาดใจตายบนสนามหญ้า

ส่วนเททก็ถูกวัตสันและแอทกิ้นส์แทงถึง16ครั้ง เธอเสียชีวิตพร้อมลูกชายในท้องโดยก่อนหน้านั้นเธอเฝ้าวิงวอนต่อทั้ง2คนให้ไว้ชีวิตเธอและลูกชาย พร้อมทั้งร้องแม่ๆ ไปจนกระทั่งขาดใจตายและทั้ง4ชั่วไม่ลืมทำตามคำสั่งของแมนสัน คือ ทิ้งสัญลักษณ์ไว้ด้วย คือ คำว่า PIG ไว้ที่หน้าประตูบ้านที่เขียนด้วยเลือดของเทท ก่อนจะเดินกลับไปขึ้นรถแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปื้อนเลือด พร้อมปืนโยนทิ้งไว้ข้างทางแล้วขับรถออกไป


เหยื่อรายที่4 สามีภรรยาตระกูลลาเบียงก้า

คราวนี้ทั้ง4คน คือ วัตสัน คาซาเบี้ยน แอทกิ้นส์ เครนวิ้งเคิ้ล พร้อมด้วย เลสลี่ แวน ฮูเทน และ สตีฟ โกรแกน ปฏิบัติหน้าที่ฆ่าคนตามคำสั่งของแมนสัน ซึ่งคราวนี้ตัวแมนสันออกโรงเองด้วยหลังจากไม่พอใจที่คราวที่แล้วเหยื่อดิ้นออกมาตายนอกบ้าน เหยื่อคราวนี้คือลีโนและโรสแมรี่ ลาเบียงก้า คู่สามีภรรยาเศรษฐีเจ้าของกิจการซุปเปอร์มาร์เก็ต โดยแมนสันเป็นคนเดินดุ่มๆเข้าบ้านและจัดการมัดตัวสองสามีภรรยาไว้ และจึงให้วัตสันปิดตาทั้งคู่แล้วเอาปลอกหมอนคลุมศีรษะแล้วจึงให้คนที่เหลือเข้ามาในบ้านพร้อมจัดการเหยื่อตามที่แมนสันได้วางแผนไว้

วัตสันแทงคอลีโนด้วยมีดปลายปืน หลังจากจัดการฝั่งสามีก็เห็นสาวๆกำลังรัดคอโรสแมรี่ภรรยา ก่อนที่เขาจัดแทงภรรยาด้วยมีดเล่มเดียวกันแล้วจึงหันกลับไปจวงแทงลีโนจนขาดใจตาย ก่อนจะออกจากบ้านวัตสันก่อนให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มได้ลงมือแทงสองสามีภรรยากันถ้วนหน้าและถึงสัญลักษณ์ไว้ ไม่ว่าจะเป็นคำว่าWARบนหน้าท้องของลีโน คำว่าRISEและDEATH TO PIGSบนกำแพง คำว่าHealter Skelter (สะกดผิดตัวเอเกินมาคำหนึ่ง)บนประตูตู้เย็น


หลังจากนั้น1อาทิตย์แมนสัน แฟมิลี่จึงถูกจับแต่ด้วยข้อหาลักรถ ซึ่งในขณะนั้นตำรวจกำลังรวบรวมหลักฐานคดีฆาตกรรมโหดอยู่เริ่มสงสัยในครอบครัวนรกนี้แต่หลักฐานยังไม่สามารถเชื่อมโยงไปถึงได้ตัวแมนสันเองก็เพิ่มบอดี้ การ์ดไว้รอบบ้าน ในขณะที่สมาชิกคนอื่นๆก็ถูกจับบ้าง ถูกเรียกตัวไปสอบสวนจนกระทั่งเพื่อนร่วมห้องพักของแอทกิ้นส์ไปบอกตำรวจว่าแอทกิ้นส์เคยคุยถึงการลงมือฆ่าฮินแมนให้เธอฟัง

ตอนนั้นเองตำรวจจึงรวบตัวครอบครัวนี้ไว้ทั้งหมด และในขณะที่นำตัวแมนสันขึ้นศาลเขาเริ่มไว้หนวดทรงประหลาด พร้อมโกนหัวออกจนโล่งด้วยสาเหตุที่ว่าปีศาจต้องหัวโล้นเท่านั้น!จากการตัดสินของศาลสมาชิกที่ลงมือฆาตกรรมได้รับโทษประหารชีวิตทั้งหมดแต่เนื่องจากแคลิฟอร์เนียยกเลิกโทษประหารชีวิตแล้วทั้งหมดจึงถูกจำคุกตลอดชีวิตแทนทางแมนสันและสาวกพยายามทำเรื่องขอพ้นโทษโดยมีทัณฑ์บนแต่ทางศาลสูงพิจารณาว่าไม่สมควร เนื่องจากความรุนแรงของคดีที่เกิดขึ้นนั้นเอง

Charles Manson

เครดิต :
 

ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์