อึ้ง! ทราย สมุทร แฉ ถูกป้า-ลูกลุง คุกคามทางเพศตอน10 ขวบ



อึ้ง! ทราย สมุทร แฉ ถูกป้า-ลูกลุง คุกคามทางเพศตอน10 ขวบ


"ทราย สมุทร" นักอนุรักษ์ชายหาดและทะเลชื่อดัง ออกมาเผยบันทึกส่วนตัวเพื่อทวงความยุติธรรมให้ตัวเอง โดยเล่าถึงบาดแผลเลวร้ายในวัยเด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศและทารุณกรรมทางจิตใจจากบุคคลใกล้ชิดในครอบครัว ทรายได้เปิดเผยว่า

บทความบันทึกที่เขียนไว้ ธันวาคม 2025

ทรายขอพูดความจริงเพื่อคืนชีวิตและความยุติธรรมให้ตัวเองครับ

ตลอดเวลาที่ผ่านมาที่ทรายดูเหมือนเป็นคนที่มีความมั่นใจและมีความเข้าใจและได้รับการแก้ไขกับเรื่องของพี่เลี้ยงที่ทำร้ายทราย..แต่เรื่องพี่เลี้ยงเป็นแค่สิ่งที่ทรายพูดถึงเพราะเรื่องอื่นๆที่เกิดขึ้นกับชีวิตทราย ทรายกลัวว่าความจริงจะเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ความกลัวนี้มาจากการอบรมและสั่งสอนมาว่าห้ามพูด ต้องอดทนรักษาภาพลักษณ์ของพี่ชายและแม่กับญาติๆที่อยู่ในครอบครัวคุณดาทราย ที่ผ่านมาแม้ว่าทุกคนทราบเรื่องนี้ทรายเก็บความลับอันนี้เพราะทรายเคยมีความหวังว่าครอบครัวจะเริ่มเป็น safe zone ให้เราได้..ว่าคำสั่งสอนของคุณตาจะยังอยู่กับทุกคนแต่ในวันนี้ทรายเข้าใจแล้วว่าบาดแผลเราไม่ควรเชื่อหรือยกความรับผิดชอบให้คนอื่นเพราะสำหรับเขามันคือเรื่องของภาพลักษณ์ ทรัพย์สินกับอำนาจไม่ใช่ความยุติธรรม หัวใจทรายไม่สามารถรอใครมาเก็บชิ้นส่วนของตัวตนเราที่แตกสลายตั้งแต่เด็กเรื่อยๆ ทรายเสียเวลากับการรอคอยความรักจากคนอื่นจนเรายังไม่ได้ก้าวหน้าและบำบัดตรงนี้เพราะทรายปกป้องอดีตทรายปกป้องสิ่งที่คนอื่นจนทรายลืมปกป้องตัวเองทั้งๆที่สิ่งที่ผ่านมาการที่พี่ชายทรายข่มขืนทรายและมอมยาทราย มันเกิดขึ้นเพราะในคนกลุ่มนี้ไม่มีใครเคยปกป้องทราย

พี่ชายทรายไม่ได้ข่มขืนทรายครั้งเดียวแต่หลายๆครั้งตั้งแต่น้องอายุ 9 ขวบถึง 13 การกระทำแบบนี้ไม่ได้หยุดจนกว่าทรายใกล้ๆ 13/14 (ซึ่งตอน 13 เขาก็อายุ 19 และเขาหมอมยาทราย..และกดดันให้เราต้องเสพกัญชากับเขา)... สิ่งที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นภายใต้หลังคาที่มีผู้ใหญ่มีคนรอบข้างแต่ถูกมองข้ามเพราะคำว่า "พี่ น้อง" แม้ว่าทรายเป็นเด็กและรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องหดหู่และน่ากลัวทรายตื่นตัวว่าเรื่องนี้ไม่ปกติตอนที่ทรายได้ไปใช้ชีวิตที่ต่างประเทศและได้อยู่ห่างจากครอบครัว- แต่เมื่อเรากลับมาอยู่ที่ไทยสิ่งแวดล้อมและคนรอบข้างที่หล่อหลอมตอนเป็นเด็ก กลับทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่มีเสียงหรือความแข็งแรงพอที่จะกล้าพูดเรื่องนี้ออกมาและรับผลกระทบที่จะต้องยืนคนเดียวและอาจจะต้องใช้ชีวิตที่โดดเดี่ยวแต่ในวันนี้กับปีที่ผ่านมาทรายได้เก็บแรงจากทุกๆคนที่ทรายได้เจอ ทุก ประสบการณ์ที่เข้ามาในชีวิตจนวันนี้ทรายรู้สึกแข็งแรงพอที่จะเป็นเสียงให้กับเด็กคนนั้น

ครั้งแรกที่ทรายจำถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือตอนที่ทราย 9 ขวบและไปเที่ยวที่สหรัฐกับทั้งครอบครัว (ตา ยาย แม่ พี่ชาย และ พี่เลี้ยง) ธรรมดาทรายนอนในห้องเดียวกันกับพี่เลี้ยงแต่ถ้าพี่ชายมาด้วยเขาจะนอนกับทรายแทน พี่ชายไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่เด็กเลยเราไม่เคยสนิทกันด้วยอายุและร่างกายที่ต่างกัน 6 ปี ทรายกลัวเขา เขา

ดูถูกที่เราเล่นตุ๊กตาบาร์บี้ซึ่งทำให้ไม่มีความรู้สึกอบอุ่นอยู่แล้วแต่เพราะทรายมีผู้หญิงเลี้ยงมาทั้งชีวิต (นอกจากคุณตา) ทรายเลยมองพี่ชายเป็นตัวอย่างของผู้ชาย...ตอนกลางคืนทรายตื่นมาตอนเช้ามืดและได้ยินเสียงหนังโป๊ที่พี่ชายเปิดบนโทรทัศน์ ทรายรู้สึกไม่เข้าใจภาพที่อยู่บนจอและรู้สึกอึดอัด ทรายถามเขาว่าเขาทำอะไร ซึ่งเขาตอบชวนให้ทรายเข้าไปหาเขา ทรายรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยเลยแอบใต้ผ้าห่มสักพักเสียงพี่ชายลุกขึ้นเดินมาตรงหัวเตียงของทราย และดึงผ้าห่มเตียงของทรายออก ทรายจำได้ว่านึกถึงพี่เลี้ยงเพราะกลัวพี่ชายจะแกล้งอีกเลยพยายามไปที่ประตูแต่เขาตัวใหญ่เลยจับทรายทิ้งลงกับพื้นตรงเตียง พี่ยืนถอดกางเกงและดึงหัวทรายเข้าไปใกล้ๆ ทรายกัดฟันตัวเองด้วยความกลัวแต่พี่ใช้แรงจับคอกรอกทรายดึงร่างกายหนีไม่ได้ ทรายและจำถึงความรู้สึกที่ต้องกลั้นหายใจ- ความรู้สึกที่ร่างกายเราถูกฝืนใจเพราะแรงมหาศาลและความกลัวที่มีต่อพี่ชายทำให้เรารู้สึกไม่มีตัวตน สัญชาตญาณที่จะวิ่งหนีที่จะร้องขอความช่วยเหลือเป็นที่เราหวังได้แต่ทำไม่ได้ ทรายเลยอดทนและพยายามคิดถึงเรื่องอื่นๆอย่างเช่น Disney เพื่อไม่รับรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น (นี่คือการตอบรับของร่างกายเด็กตอนที่กำลังถูก sexual assault ซึ่งสร้าง trauma)... หลังจากนั้นพี่ชายเขาดึงร่างกายทรายนอนคว่ำบนเตียง ณ ตอนนั้นทรายจำได้ว่าแค่มองตู้เสื้อผ้าและหลังจากช่วงนั้นเหมือนทุกอย่างเป็นความทรงจำสีดำ สิ่งที่ทรายจำได้อีกครั้ง ทรายจับชุดนอนดึงใส่คืนบนร่างกายและเอาแขนเสื้อมาเช็ดตัวและพยายามกดดันตัวเองให้ปิดตานอน - ตอนทรายโตทรายมีอาการซึมเศร้าที่มีความรู้สึกคล้ายว่าโลกเราจะสิ้นหวังและตัวเราไม่มีตัวตนและโลกภายนอกจะหายไปเมื่อเราปิดตา ในการจัดการกับ trauma กับความทรงจำที่สะเทือนร่างกายเราทรายค้นพบว่าความรู้สึกซึมเศร้าตรงนี้มาจากเหตุการณ์นี้ เพราะเขาทำให้ทรายให้โลกที่ทรายเจอสิ่งที่เขาทำไม่มีจริงๆ อยากแอบไปในความมืดของที่เรามองและรับรู้ไม่ได้...สิ่งที่พี่ชายทำในวันนั้นไม่ใช่แค่ทำร้ายร่างกายเราแต่เพราะเขาเป็นคนในครอบครัวเราเขาทำให้ความรู้สึก'ครอบครัว' ที่เด็กคนนึงได้สร้างมาด้วยความสุขจาก พ่อ แม่ ตา ยาย ศาสนา...แตกหัก ตอนนั้นทรายพยายามสวดมนเพื่อขอให้ความเจ็บปวดหายไปแต่ก็ไม่หาย เขาทำให้โลกที่ทรายพึ่งพาเพื่อความรู้สึกปลอดภัยและมั่นคงแตกหักและตั้งแต่นั้นมาทรายรู้สึกว่าต้องช่วยเหลือตัวเอง

สิ่งที่ทุกคนแม่และพี่เลี้ยงกลัวที่สุดคือการที่คุณตาจะรู้ว่าทรายกำลังเจอปัญหาหรือโดนทำร้าย- ในครอบครัวทรายคุณตาคือที่หนึ่งเลยทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ควรที่จะให้คุณตารู้เพราะไม้นั้นจะส่งผลเสียต่อคุณแม่และคุณแม่จะลงโทษเราด้วยการยึดของเล่นหรือไม่คุย/มาหาทราย.. ในความเป็นจริงทรายได้บอกพี่เลี้ยงว่าทรายกลัวพี่ชายว่าเขาชอบเปิดหนังโป๊และจับทรายแก้ผ้าในห้องนอน...แต่ในช่วงนั้นพี่เลี้ยงคนนี้เป็นคนเดียวกันที่ได้ข่มขืนทราย- ทรายไม่ได้บอกแม่เรื่องพี่ชายตอนเด็กเพราะขนาดที่แม่รับรู้เรื่องพี่เลี้ยงที่เตะตีทำร้ายร่างกายทรายแม่ยังไม่ไล่เขาออก ทรายจึงรู้สึก

ตั้งแต่เด็กว่าเรื่องพี่ชายเป็นเรื่องที่ยิ่งแก้ไขไม่ได้และต้องอดทนกับความอึดอัดและความเศร้าถ้าจะยังมีความดูแลและความรักจากคุณแม่...ทรายต้องอดทนกับพี่ชายจนกว่าทรายอายุ 13 ขวบ

สิ่งที่ทรายต้องเจอในระยะเวลา 4 ปีในช่วงที่นอนห้องกับพี่ชาย (ตอนไปเที่ยวที่ต่างประเทศหรือตอนที่พี่ชายกลับมาจากศึกษาที่อังกฤษ) ไม่ต่างกับตอนที่ทราย 9 ขวบ.. แต่ในครั้งต่อๆมีเรื่องยาเสพติดเข้ามาด้วย(เมื่อพี่ชายอายุมากขึ้นและมีการเสพต่างๆรวมถึงกัญชา + ในห้องพี่ชายจะมีเห็ดและยาอื่นๆอยู่ด้วยซึ่งตอนทรายไปอยู่ในห้องพี่) เขาจะเสพของพวกนี้และจะจุดกัญชาในห้องเดียวกับเราแม้ว่าทรายปฏิเสธหลายครั้งเขายังปฏิเสธและกดดันให้ทรายเสพไปกับเขารวมถึงหลอกให้เราทานขนมที่มีกัญชาผสมในนั้น...เมื่อทรายเมาและมีอาการแพ้ของพวกนี้จึงไม่มีสติพอที่จะสามารถสู้กลับหรือปกป้องตัวเองได้... แม้ว่าพี่ชายได้ฝืนใจเราทรายยังสามารถแยกตัวเองออกจากสถานการณ์และนึกถึงสิ่งอื่นๆที่ช่วยเราหนีสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นแต่หลังจากที่เราถูกมอมยาทรายเสียที่พึ่งของสติตัวเองไม่มีที่หลบทั้งกายและใจ..ในจังหวะนั้นทรายไม่เหลืออะไรเลย- และหลังจากช่วงนี้ทรายมีอาการโรคซึมเศร้าหลายปี...สิ่งที่เกิดขึ้นสิ่งที่พี่ชายทำกับทรายนอกจากเป็น sexual assualt เป็นการ ‘sexual grooming' ซึ่งหมายถึงผู้ใหญ่ที่ใช้อำนาจที่มาจากอายุ/ ความสัมพันธ์ใกล้ชิดในการหล่อหลอม/สร้างสถานการณ์ให้เหยื่อ/ เด็กมีความกดดันที่จะต้องยอมโดนทารุณกรรมบ่อยๆซึ่งในกรณีนี้เมื่อเราเป็นเด็กและต้องพึ่งพาทั้งพี่เลี้ยง พี่ชายและแม่เราไม่กล้าที่จะพูดหรือก้าวออกจากความหลับตรงนี้เพราะกลัวว่าเราจะโดนโทษว่าเราเป็นคนที่สร้างปัญหาและถ้าทำอะไรที่คุณตาต้องรับรู้นั้นทรายจะจำต้องเสียความอบอุ่นจากคุณแม่......เรื่องนี้กลายเป็นเรื่อง'ปกติ' จนกระทั่งก่อนที่พี่ชายจะกลับไปเรียนต่างประเทศพี่เลี้ยงทรายจะมาบอกทรายว่าพี่ชาย 'อยาก' ให้ไปนอนที่ห้องด้วยก่อนที่เขากลับ...หลังจากกาทบทวนตอนเราโตเราเข้าใจว่าหลายคนในบ้านนี้รวมถึงแม่และพี่เลี้ยงต้องสังเกตว่าบุคลิกและความสัมพันธ์ระหว่างพี่ชายกับน้องชายแตกต่างและแปลกขนาดไหนและในกรณีถ้าเขาไม่ได้รับรู้ถึงการทำร้ายทางเพศเขาก็ยังเห็นกันหมดว่าพี่ชายทราย ต้อยและเตะทรายเมื่อไม่พอใจซึ่งเป็นปัจจัยที่ควรเตือนผู้ใหญ่ว่าไม่ควรให้นอนด้วยกันตั้งแต่แรก

เพราะแม่ไม่ค่อยอยู่บ้านมันทำให้ทรายรู้สึกไม่ค่อยมีค่าในตัว/ ไม่มีสิทธิที่จะมีความปลอดภัยหลายครั้งทรายจะนั่งรอด้วยภาพวาดเพื่อจะให้แม่ตอนกลับมาที่บ้านแต่ก็ไม่กลับสักที-เลยทรายมีแค่พี่เลี้ยงที่ต้องรับฟังตลอดเวลา....-เหตุการณ์กับพี่ชายจบลงครั้งสุดท้ายตอนที่ทรายอายุ 13 เมื่อพี่ชายพยายามฝืนใจทรายอีกรอบทรายกัดอวัยวะเพศของเขา- หลังจากนั้นทรายไม่ต้องนอนห้องเขาอีกเลย... อีกไม่นานแม่ได้ไอเดียที่จะให้ทรายไปนอนเป็นเพื่อนในห้องคุณตา ก่อนที่อยู่กับคุณตาทรายได้เรียนรู้ว่า ‘ปกติ' สำหรับความรู้สึกของคำว่ารักจากแม่จาก ครอบครัว ทรายจะเป็นการใช้ชีวิตที่

ต้องมีความหดหู่ควบคู่ไปกับความอึดอัดซึ่งเราไม่กล้าเดินออกเพราะเราเป็นเด็กที่ไม่อยากเสียแม่ตัวเอง... ซึ่งในเวลาที่ทรายได้โอกาสและการเลี้ยงดูจากคุณตาทรายถึงสามารถมีช่วงที่ปลอดภัยที่ค่อยๆปรับความเข้าใจของความรักและรับคำสั่งสอนจากคุณตาที่ทำให้ทรายเติบโตได้....แม้ว่าแม่และพี่เลี้ยงพยายามเข้ามามีบทบาทในการเลี้ยงดูทรายในช่วงที่ทรายอยู่กับคุณตา- คุณตาได้ตัดสินใจที่จะรับหน้าที่เลี้ยงดูทรายเองจนกระทั่งท่านส่งทรายไปเรียนต่างประเทศตอนอายุ 18 (ณ วันนี้ทรายไม่ได้มีของที่คุณตาทิ้งให้นอกจากเงินส่วนเล็กที่ตาให้หลานๆ ทุกคน แม้กระทั่งกระดูกของคุณตาเมื่อญาติๆสอบคุณแม่ว่าทำไมไม่ให้ทราย แม้อ้างว่ากระดูกคุณตาคือทรัพย์สินของเขา)

......เมื่ออยู่ต่างประเทศทรายได้ทำงานด้าน animation และบำบัดตัวเองด้วยการคุยกับจิตวิทยาเพื่อค่อยๆพลิกล็อคเรื่องอดีตจนยอมรับเรื่องข่มขืนได้- เมื่อทรายกลับมาบ้านที่ไทยตอน 2020 และบอกแม่ว่าพี่เลี้ยงได้ข่มขืนทรายเพื่อหวังว่าแม่จะปกป้องเรา -ไม่มีใครทราบแต่ก็คือเย็นวันที่พี่เลี้ยงโดนไล่ออกแม่ทรายโทรมาให้ทรายไปหาที่ห้อง ตอนถึงแม่บอกว่าพี่เลี้ยงได้โทรมาหาแม่และเล่าสิ่งที่พี่ชายทำกับทรายให้แม่เขาฟัง..ทรายพยายามกอดเพราะทรายต้องการความอบอุ่นจากแม่ แม่เขาหันมาพูดว่า"อย่าเอาเรื่องนี้ไปพูดกับใคร" ...อีกไม่นานเขากลับจ้างพี่เลี้ยงคนนี้กลับมาทำงานและไล่เราออกจากบ้าน- เมื่อแม่ทำแบบนี้กับทราย- ทรายรู้สึกเหมือนความพยายามที่เราใส่เข้าไปในการบำบัดตัวเองและสร้างตัวตนในช่วงที่เราว่ายน้ำในทะเล+ อยู่ต่างประเทศเพื่อให้กล้าพูดได้ถูกพลิกกลับลงมาและเราอยู่จุดที่เดิมตอนเป็นเด็กนอกจากนั้นทรายต้องออกจากบ้านไปเริ่มต้นใหม่ทรายเพราะทรายไม่ยอมอยู่ในที่ไม่ปลอดภัยแล้วทรายเลยตัดสินใจขึ้นรถเพื่อนและย้ายไปกระบี่ และเริ่มค้นพบตัวเองในการว่ายน้ำและทำงานอนุรักษ์ในทะเลยาวๆเพื่อสร้างความหวังให้ตัวเองใหม่อีกครั้งจนกว่าทรายเขียน "ความจริงของทรายสก็อต" มาได้ตอน 2023.....เมื่อเรื่องที่ทรายเขียนออกผ่าน social ครอบครัวทรายตื่นตัวและนัดรวมตัวญาติๆทุกคนในครอบครัวฝั่งคุณตาของทรายเพื่อคุยหาวิธี "แก้ไข" เรื่องที่ทรายเขียน/สิ่งที่แม่ทำ ทรายได้เล่าให้ทุกคนฟังเรื่องสิ่งที่แม่ทำสิ่งที่พี่เลี้ยงทำและเมื่อแม่ปฏิเสธการแก้ไขและความรับผิดชอบของเรื่องที่ทรายเล่าให้ญาติๆฟัง ทรายเปิดเกยเรื่องสิ่งพี่ชายทำพร้อมกับเทปอัดเสียงของคำสารภาพพี่ชายที่ทรายได้อัดในวันที่ทรายเจอพี่ชายล่วงหน้าก่อนวันประชุมครอบครัว...ทรายเปิดหลักฐานให้ทุกคนฟังไม่ถึง 10 วิ ป้าๆอื่นๆในครอบครัวบอกให้ปิด... วันนั้นทรายก็ได้เซ็นสัญญาปิดปาก (ซึ่งเงินส่วนนี้ทรายนำมาบริหารเพื่อสร้างชีวิตที่ห่างจากครอบครัว) แต่ในความเป็นจริงวันนั้น ทรายได้มีความหวังว่าสิ่งที่ทรายจะได้จากการพบกับญาติๆและแม้วันนั้นคือครอบครัวที่อบอุ่น ทรายยังรักแม่และยังเป็นเด็กคนหนึ่งที่รอเขามองเราอย่างจริงสักทีหวังว่าจะเป็นที่พึ่งของเราได้... เลยทรายยอมเซ็น..ทรายนึกว่านั้นคือความรัก-บทสรุป ในห้องประชุมวันนั้นคำเตือน

ทิ้งท้ายจากญาติๆคือ ‘ก่อนที่จะเขียนอะไรอย่าลืมคิดถึงภาพลักษณ์คนอื่น' และทรายได้เซ็นสัญญาว่าต้องทำตัวให้รักษาภาพลักษณ์ที่ดีของครอบครัว

ทุกอย่างเปลี่ยนตอนที่ทรายกลายเป็นคนที่มีคนอื่นรู้จักเพราะมีคนจับตามองทรายมากขึ้น แม่และพี่ชายเลยอยู่ห่างๆตัวเรา ทรายรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นและได้มีเวลาที่ได้ลืมเรื่องพี่ชาย ทรายค้นพบความมั่นใจในตัวเองอีกครั้งกับบทใหม่ในชีวิต เราเรียนรู้ว่าเราชอบที่จะให้ความรักคนอื่นและเรียนรู้วิธีการรับความรักอย่างไม่มีเงื่อนไข ...พลังใจที่ทรายได้รับมหาศาลจากคนทรายสามารถมองออกในหลายอย่างที่เราเชื่อเกี่ยวกับตัวเอง เกี่ยวกับความรัก เกี่ยวกับครอบครัว..ที่ไม่ปกติ...ในหลายรายการที่ทรายออกปีที่แล้วคำถามว่า เรามีแฟนรึยังหรือเราชอบสเปคแบบไหนทรายจะไม่ชอบเพราะทรายไม่ตอบไม่ได้ ทรายไม่เคยมีแฟนได้เพราะกลัวโดนทำร้าย เมื่อมีเพศสัมพันธ์ร่างกายทรายจะนึกถึงสิ่งที่พี่ชายทำและความสุขที่ผมมีจะปนเปื้อนด้วยความทุก...
เมื่อกลางปีที่แล้วถ้าใครได้ดูรายการ ‘ตีท้ายครัว' จะได้ทราบว่าที่บ้านหัวหินที่แบ่งกับครอบครัว ในส่วนของบ้านทรายจริงๆแล้วอยู่ในชื่อของทรายและพี่ชาย (ผมทราบเพราะเลขามั้ยติดต่อมาขอบัตรประชาชนของทรายเพื่อไปต่อทะเบียนบ้าน- เพราะที่ดินอยู่ในชื่อเราและพี่ชาย) หลังจากที่รายการตีท้ายครัวออกและคนทราบเรื่องราวบ้านที่หัวหิน น้าทรายติดต่อผู้จัดการทรายเพื่อบอกว่าแม่จะฟ้องร้องรายการถ้ารายการไม่ตัดบางส่วน.... จากเหตุการณ์นี้น้าญาติๆรวมตัวกับพี่ชายและแม่ได้รวมตัวเซ็นเอกสารแปะหน้าประตูบ้านทรายที่หัวหินอ้างกฎหมาย(ที่ไม่ถูกต้อง) ว่าพวกเขาจะแสดงเจตนาว่าเขามองว่าบ้านนี้เป็นบ้านแบ่งกันและเขามีเจตนาและสิทธิที่จะใช้ตามความต้องการ...ขนาดตอนทรายส่งให้ทีมย้ายของเก่าออกจากบ้านที่หัวหินซึ่งเป็นโต๊ะทานข้าวจากบ้านคุณตาที่กรุงเทพ - โต๊ะนี้มีความทรงจำเรื่อง พี่เลี้ยงที่ชื่อมีนาที่ทำร้ายทราย (ซึ่งทรายเองไม่ได้รับรู้ว่าเขาจะเอาโต๊ะนี้มาวางหน้าห้องทราย) ไปเปลี่ยนล็อคห้อง(เพราะล็อคประตูบ้านข้างทะเลควรปรับ) ในส่วนของที่ดินที่ทรายถือโฉนดคู่กับพี่ชาย (แม้ทรายเป็นคนจ่ายภาษีในส่วนของทรายและพี่ชายคนเดียวมาสองปีแล้ว) แม่และญาติๆโทรเรียกตำรวจมาห้ามทีมงานทราย .....พี่ชายส่งข้อความมาแจ้งว่า ‘เขาไม่อนุญาตให้ทรายย้ายของออกจากพื้นที่' - จากที่ได้รับข้อความจากพี่ชายทรายรู้สึกเข้าใจแล้วว่าเหตุผลที่เรื่องนี้และชีวิตทรายไม่เคยได้รับการแก้ไขอย่างจริงๆเป็นเพราะว่าทุกอย่างโยงไปถึงทรัพย์สินและอำนาจ ครั้งนี้ทรายโดนพี่ชายทำร้ายซ้ำอีกครั้งแต่รอบนี้มาจากมือญาติๆและแม่ที่พี่ชายเป็นเครื่องือกดดันฝืนใจให้เรากลับไปอยู่ในนรกเดิมๆ

ทรายพยายามหาคำว่า 'บ้าน' มาทั้งชีวิต คำนี้เป็นคำที่สับสนเพราะมนุษย์ทุกคนพยายามหาสักๆที่ทำให้ตัวเรารู้สึกเหมือนเป็นที่พักผ่อนของใจเรา ทรายรู้สึกสิ่งนี้ตอน

ที่ทรายได้อยู่สหรัฐอเมริกากับคุณแม่(แต่มีคุณตาและยายคุมอยู่ด้วย) ทรายรู้สึกว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่ทรายมีครอบครัวที่อบอุ่น ปลอดภัย และได้รับการดูแลที่ทำให้เรานึกถึง อนาคตและความฝัน(ได้ไปเที่ยวที่เปิดมุมมองใหม่ๆ ได้เห็นอาชีพการทำหนัง ได้แต่งตัวดีๆ ทานข้าวอร่อย) ซึ่งเป็นจังหวะสำคัญในชีวิตวัยเด็กที่สอนให้รู้จักถึงคุณค่าของตัวเอง-เพราะเมื่อทรายอยู่ในสายตาของคุณตาทรายจะมีความมั่นคงและปลอดภัย- แม้ว่าโอกาสแบบนี้ไม่ได้มาบ่อยในวัยเด็ก จังหวะแบบนี้สำคัญเพราะคือโอกาสที่ให้ทรายฝัน..และตั้งแต่วันนั้นมาฝันของทรายคือการสร้างความสุขอันนี้ให้กับตัวเองเหมือนตอนที่อยู่สหรัฐกับคุณแม่
ในปีต่อๆมาหลังจากที่ทรายรู้สึกว่าความรักจากแม่ไม่ได้เหมือนตอนเด็กโดยเฉพาะหลังจากวันที่คุณแม่เริ่มมีแฟนใหม่หลังจากที่ผมอายุ 6 ขวบ - ทุกวันของชีวิตที่ทรายต้องใช้กับความไม่แน่นอน (ว่าจะจะมีใครทำให้เราเจ็บทางกายและใจ..ทรายต้องคิดหาทางเอาตัวรอดจาก พี่ชาย พี่เลี้ยงไม่ว่าจะต้องไปอยู่ใกล้ๆคุณตาหรือ ถ่อมตนกับพี่ชายเพื่อหวังว่าเขาจะไม่ลงมือแตะต้อง/ทำร้ายตัวเรา ) ทรายมีแต่ความฝันของความสุขนี้เป็นแสงในใจที่ผลักให้ทรายมีแรงไปต่อ........

ในเวลาที่เด็กควรได้สร้างความรู้สึกมั่นใจและมั่นคงเพราะมีพื้นฐานความรักที่ปลอดภัยและอบอุ่นจากบ้าน สำหรับทรายเป็นช่วงที่เต็มไปด้วยความไม่ปลอดภัย- ตั้งแต่เด็กทรายรู้ว่าไม่อยากเรียนแบบนิสัยหรือมุมมองแม่หรือพี่ชายเป็นตัวอย่าง..เพราะสิ่งที่เขาทำกับทรายนั้นทำให้ทรายรู้สึกด้อยค่าและเจ็บซึ่งต่างกับความรักที่คุณตาให้เราเลยรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความรักที่เราควรได้..เพื่อจะรักษาและซื่อสัตย์กับความเชื่อในรักที่แท้จริงที่ทรายได้รับจากคุณตาในวันที่เรามีความสุขทรายต้องกล้าที่จะยืนใกล้ชิดความรู้สึกของใจตัวเองและไม่ทำอะไรที่ชวนให้ลืมความรักนั้นเป็นอันขาด (เช่นยาเสพติด/การนำเงินมาใช้เป็นกิเลส/ การเอาความเจ็บปวดของเราทำร้ายคนอื่น) แม้ว่าการมีจุดยืนแบบนี้เปิดให้เราต้องรับรู้และสัมผัสถึงความเจ็บปวดของการกระทำจากแม่และพี่ชายอย่างเต็มๆโดยไม่มีเครื่องมือหนีความรู้สึก... ทรายอดทนเพราะทรายปกป้องและเชื่อมั่นในความรักที่เคยปลูกฝังไว้ที่บริสุทธิ์นี้เป็นสิ่งที่ทรายไม่มีวันลืม

ในช่วงเด็กนั้นทรายเลยพึ่งพาผลงานศิลปะ/ความสามารถและขยันอ่านบุคลิกคนรอบข้างเพื่อสร้างคุณค่าและความมั่นคงให้กับเราจนกว่าออกมาจากมือแม่ ทรายเลยพึ่งพาการและวัดคุณค่ากับความมั่นคงของชีวิตจากงานตัวเองเป็นหลัก... มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะยอมรับว่าเราเกิดมาและถูกปฏิเสธจากคนที่ให้กำเนิดเรา แม้ว่าเราพยายามจะเลี่ยงความรู้สึกวันเด็กที่อบอุ่นแต่มันไม่ได้ง่าย- ขนาดเมื่อปีที่ผ่านมาตอนที่ทรายขอญาติๆ เพื่อแวะไปดูคอนโดเก่าที่สหรัฐ(ที่เคยอยู่กับตาแต่ตอนโตแล้วตายกให้ลุง) ญาติๆยัง ปฏิเสธที่จะให้ทรายแวะไปแม้ว่าทรายอธิบายว่าจะขอแวะไปหาคำตอบเกี่ยวกับอดีต...มันเหมือนเราเจออุปสรรคที่ดึงเราจากความรักที่เราเคยได้รับในวัยที่อบอุ่นตอนเด็กนั้น-ดึงไม่ให้เจอไปเรื่อยๆ ... สิ่งที่พี่ชายทรายทำกับทราย

ที่สหรัฐก็เหมือนกัน- การเอาพื้นที่ปลอดภัยที่สร้างความอบอุ่นกับตากับแม่และยายไปทำลายตอนที่เขาข่มขืนเรา...- คุณตาได้วางรากฐานสำหรับอนาคต (เงิน ทรัพย์สิน ที่ดิน) เป็นพื้นฐานให้กับครอบครัวเพราะคุณตามีความคาดหวังว่าในวันที่คุณตาไม่อยู่ ลูกหลานจะยังคงมีครอบครัวเป็นที่พึ่งพาดูแลกัน... แต่พื้นฐานความมั่นคงของชีวิตตรงนี้ได้นำมาแบ่งใช้ระหว่างพี่ชายและแม่ สำหรับการเที่ยวการกิน จัดงานสังคม สร้างบ้านและสิ่งอื่นๆ- ระหว่างที่ทรายต้องแยกออกมาสร้างชีวิตทำงานทำ ซื้อประกันชีวิต ต่อสู้คดีต่างในศาลด้วยเงินของตัวเองและพึ่งพาทีมงานและคนรอบข้างที่ทรายหามาได้จากประสบการณ์ชีวิต... เพราะทรายไม่ได้ความยุติธรรมหรือรักจากคืนกลับมาจากแม่สักที

..... ทรายสะท้อนกลับไปหาคำตอบจากอดีตในวันนี้ที่ทรายรู้จักบริบทของคำว่ารักและครอบครัวจากคนรอบข้างทรายที่รักทรายโดยไม่มีเงื่อนไขและจากจุดยืนความแข็งแรงและความสำเร็จของใจทรายในปัจจุบันที่ทำให้ทรายรู้คุณค่าของตัวเองและพลังของการทำความดี.. ทรายถึงกล้าที่มองแผลของครอบครัวอย่างเด็ดขาดว่าเรื่องพี่ชายทรายและผลกระทบที่ตามมานี้จากเด็กจนโตเป็นผลลัพธ์ หวงโซ่จากแผลที่ทรายต้องเก็บเพราะทรายไม่ได้ความรักจากแม่สักทีและความรักที่ได้จากแม่ตอนเด็กๆมากไม่ใช่ความรักที่มีในช่วงต่อมา-สิ่งนั้นเหลืออยู่แค่ในใจทราย
ในวันนี้ทรายเขียนทุกอย่างเพราะทรายพร้อมที่จะยืนข้างตัวเองและทรายไม่ยอมรับทางเลือกของชีวิตไม่ได้มาจากกระทำของทรายเอง ในวันนี้ที่ทรายรู้ถึงความรักที่ทรายควรได้มาจากครอบครัวตั้งแต่เด็ก-แต่เป็นความรักที่ชีวิตสอนให้ทรายเลี้ยงในตัวตนและหามาเองและสร้างกับคนรอบข้าง... ด้วยความรักอันนี้ประกอบกับความรักที่คุณตายายและแม่เคยให้ในอดีตทรายถึงพร้อมที่จะหาความยุติธรรมให้กับเด็กคนนั้นที่ทุกคนรู้จักด้วยชื่อ " ทราย สก็อต"

ปล. 9/9/26 *หลังจากที่ทรายเขียนตรงนี้ทรายได้ส่งไปให้ผู้ใหญ่ในองค์กร (คนละสาย- แต่เคยพูดถึงในรายการโหนก.) ดูและอ่านตอนมกราคม (ซึ่งต่อจากนั้นเขาก็บอกจะช่วยติดต่อแม่คุยให้) ทรายตามเขาทุกเดือนจนกว่าเมษาที่เขาบอกให้ทรายไปขอโทษแม่- ทรายจึงทนไม่ไหวและอัดคลิปที่เล่าเรื่องทุกอย่าง

 








อึ้ง! ทราย สมุทร แฉ ถูกป้า-ลูกลุง คุกคามทางเพศตอน10 ขวบ




อึ้ง! ทราย สมุทร แฉ ถูกป้า-ลูกลุง คุกคามทางเพศตอน10 ขวบ




อึ้ง! ทราย สมุทร แฉ ถูกป้า-ลูกลุง คุกคามทางเพศตอน10 ขวบ


ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์